หน้าที่
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๙๖. เรื่อง “ขายยาฆ่าแมลงบาปไหม”
กราบพระอาจารย์ พอดีผมทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่ง แต่บริษัทเขากำลังจะนำเข้ายากันยุงมาขาย ซึ่งผมต้องรับผิดชอบทั้งทางด้านการขายและการตลาด ยิ่งถ้าทำตลาดให้ขายดี ก็ยิ่งกลัวเป็นบาป ถ้าไม่ทำให้ขายดี ก็เราเองลำบาก จะหางานใหม่ตอนนี้ก็อาจจะยังไม่ได้งานใหม่
ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามเวลาถาม ตามหน้าที่ ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ไง ตั้งแต่เป็นเด็กเป็นน้อยไง เด็กเล็กๆ นะ ถ้าเลี้ยงง่าย ดูแลง่าย เขาว่านั่นเป็นบุญของเขา ถ้าเด็กมันเลี้ยงยากมันก็มีปัญหาให้เราทุกข์เรายากขึ้นมา เวลาโตขึ้นมาต้องมีการศึกษา พอโตขึ้นมาเขามีครอบครัวของเขา โตขึ้นมาเขาจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่เป็นย่า นี่ตามหน้าที่ของแต่ละบุคคล
อันนี้ก็เหมือนกัน เราทำงานกับบริษัท ถ้าทำงานบริษัท มันเป็นนโยบายของบริษัทเขา ถ้าเป็นนโยบายของบริษัทเขา เราเป็นลูกจ้าง ถ้าเราเป็นลูกจ้าง เราเป็นพนักงาน มันเป็นหน้าที่ของเรา ถ้าหน้าที่ของเรา เห็นไหม สัมมาอาชีวะ ถ้าสัมมาอาชีวะ งานอิสระคืองานของเราเอง ถ้างานของเรา เราอยู่ในบริษัท ทุกอย่างเป็นนโยบายของเขา ถ้าทุกอย่างเป็นนโยบายของเขา เราทำตามหน้าที่ของเรา
แต่พวกเราเป็นชาวพุทธไง ชาวพุทธเรามีศีลมีธรรม ถ้ามีศีลมีธรรม ปาณาติปาตา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำลายใครทั้งสิ้น แต่ไม่ทำลายใครทั้งสิ้น เห็นไหม การค้าอาวุธ การค้าเครื่องฆ่าสัตว์ เป็นมิจฉาอาชีวะ คนที่มีทางเลือกได้ เขาก็เลือกทางของเขา
ถ้าคนเรายังเลือกทางไม่ได้ไง ถ้าเลือกทางไม่ได้ เราเว้นไว้แต่ มันเป็นหน้าที่น่ะ
แล้วถ้าเป็นยากันยุงๆ ถ้าเป็นยากันยุงนะ มันเป็นยาฆ่าแมลง มันฆ่าแมลงต่อเมื่อมันกิน มันใช้สอยมากไปมันก็ตาย แต่ถ้าเป็นการป้องกันล่ะ
ยากันยุงมันมีคนมาที่นี่ไง เห็นเราจุดยากันยุง เขาบอกเขารับไม่ได้เลย ว่าหลวงพ่อฆ่าสัตว์
กูบอกว่า กูฆ่ามันตรงไหน กูป้องกันต่างหาก
เราอยู่ป่าอยู่เขานะ อยู่ทางภาคอีสาน มันไม่มีหรอกยากันยุง เขาใช้ผ้าขี้ริ้ว ใช้ผ้าเก่าไง จีวรเก่าๆ มาฟั่น ฟั่นให้มันเป็นเกลียวแล้วจุดเผา เราจำกลิ่นนั้นได้เลยล่ะ
ชาวนาเขามีวัวมีควายของเขา เวลาเขาจะเอาวัวเอาควายเขาเข้าคอกเขา เขาสุมไฟไง เขาไล่แมลงไม่ให้ไปกัดวัวของเขาให้มันเจ็บไข้ได้ป่วยไง
การป้องกันเป็นการป้องกัน แต่บอกเป็นยาฆ่าแมลง ใช่ แต่อยู่ที่เราใช้ไง เราใช้มันเพื่อประโยชน์อะไรล่ะ เราไม่ได้ฆ่า เราไม่ทำลายทั้งสิ้น
เวลาคนไปถามเยอะแยะไปหมดเลยนะ เขาปลูกบ้านแล้วปลวกมันขึ้น
อ้าว! ปลวกขึ้น เราก็สิทธิของเรา เราป้องกันปลวกของเราไง ถ้าป้องกันปลวกของเรา เราก็ป้องกันไง มันมีบริษัทที่เขาดูแลรักษา เราก็ใช้เขาไปไง
ไอ้นี่เวลาชาวพุทธไง ถือศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ ถ้าปลาเป็นนี่ไม่ซื้อ จะซื้อปลาตาย ไอ้แม่ค้าปลามันเห็นไง ไอ้คนนี้มา มันทุบหัวไว้ก่อนเลย ถ้าปลาเป็นตัวละ ๕ บาท ถ้าทุบหัวแล้วตัวละ ๑๐ บาท มันซื้อ ๑๐ บาท
เราทำไมต้องไปประกาศให้เขารู้ล่ะ สักไว้ที่หน้าเลย ฉันถือศีล ๕ แล้วเขามีการขัดแย้งกับสังคมไปทั้งหมด แม่ค้าทุกคนบอกเลย ถือศีล ๕ ไม่ได้ เพราะเราเป็นแม่ค้า บอกราคาไม่ตรงไง
อ้าว! เราบวกค่าตัวเรา บวกค่าเสียโอกาส มันได้ทั้งนั้นน่ะ เราซื่อสัตย์สุจริตของเรา เราขายในราคาอย่างนี้เพื่อดำรงชีพของเรา
นี่พูดถึงนะ ให้มันเป็นกาลเทศะ
เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องของบริษัท เราเป็นพนักงาน เราไม่ใช่เจ้าของบริษัทที่จะกำหนดนโยบายใดๆ ได้ ถ้านโยบายของเขา เราเป็นพนักงาน เขาบอกเลยนะ ถ้าเราไม่ทำ ถ้าขายไม่ดี มันก็จะลำบากกับเรา
เราทำหน้าที่ของเรา เหตุการณ์เฉพาะหน้า เราทำให้มันสมบูรณ์แบบของเรา แล้วถ้ามีหนทางอย่างใด นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นเราทำ ถ้าเราไม่ทำ กรรมมันมีหนักมีเบาแตกต่างกันไป
เวลาเราถือธุดงค์ หลวงตาพระมหาบัวท่านเข้มข้นขนาดไหนเวลาฝึกหัดปฏิบัติ เวลาท่านนั่งตลอดรุ่งของท่าน ลุกไม่ได้เด็ดขาดในเรื่องส่วนตัว เว้นไว้แต่หลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่มั่นพระผู้เฒ่า ถ้าหลวงปู่มั่นเจ็บไข้ได้ป่วย ลุกได้ เว้นไว้แต่พระในวัดมีปัญหา ถ้าเกิดอธิกรณ์ขึ้นมา ท่านลุก
ถ้าเพื่อประโยชน์ เว้นไว้แต่ไง เว้นไว้แต่เพื่อส่วนรวม เว้นไว้แต่เพื่อผลประโยชน์ แต่ของตัวเอง เพราะเราจะฆ่ากิเลสของเรา ไม่ยอม ไม่ได้ทั้งนั้น เว้นไว้แต่ครูบาอาจารย์ เว้นไว้แต่ ลุกได้
นี่ก็เหมือนกัน เวลาธรรมมันเถรตรงไง เป็นไม้บรรทัดเลยนะ เรียนมามาก มีไม้บรรทัดเลย ไว้ไปวัดคนอื่น ไม่วัดหัวใจของตัว
ไม้บรรทัดต้องวัดเราก่อน ต้องทำให้เราตรงแบบไม้บรรทัดให้ได้ก่อน แล้วไม่ต้องไปวัดใคร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธกิจ ๕ สิ่งที่ใครเลียนแบบไม่ได้เลย
นี่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ใครเลียนแบบได้
หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นผู้อุปัฏฐากไง ไม่เคยเห็นหลวงปู่มั่นใช้ผ้าคหบดีจีวร ใช้ผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต มีองค์เดียว ท่านเห็นหลวงปู่มั่นที่ถือธรรมและวินัยเคร่งครัดอย่างไร แล้วพอมีชื่อเสียงขึ้นมา ลูกศิษย์ลูกหามาเยอะแยะ ไอ้นู่นก็ออเซาะ ไอ้นี่ก็ฉอเลาะ ไอ้นี่ก็ขอร้อง
แล้วเอ็งทำอย่างไร
ต่อหน้านะ เรารับได้ทั้งนั้นน่ะ แล้ววาง ให้ผู้ที่ขาดแคลนเขาเอาไปใช้ เราก็ใช้ของเราเหมือนเดิม เวลามันชำรุดเสียหาย เราก็เย็บเอง ทำเอง หาเอง มันเรื่องของเรา
เรื่องของเขาก็ต่อหน้าไง นี่ไม่ได้ จะทำอะไรก็ประกาศเต็มที่เลย แล้วทำไม่ได้หรอก
แต่ครูบาอาจารย์ของเราทำแล้วไม่ประกาศ ทำตามความเป็นจริง
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่ามันเป็นเรื่องของบริษัทไง เราก็ทำหน้าที่ของเราไง แล้วอีกอย่างหนึ่ง ยากันยุงมันเป็นยาฆ่าแมลงทั้งนั้นน่ะ ดีดีทีทั้งนั้นน่ะ แต่มันก็เป็นการป้องกันเพราะเป็นยากันยุง สิ่งนี้ถ้าไปฆ่ามัน ไปทำลายมัน ภาษาเรานะ มันก็ผู้อื่นเป็นคนทำ
ถ้าเราทำ แต่ถ้าเป็นสัมมาอาชีวะ เป็นเรื่องของเรา เหตุเริ่มต้นเราไม่ทำก็ได้ เราไม่ทำเลย
มันมีหลายบริษัทนะ ที่ว่าปู่ย่าตายายเขาขอร้อง สัตว์ใหญ่อย่าทำ เขาทำของเขาโดยถึงที่สุดแล้วเขาต้องรอปู่ย่าตายายเขาเสียไปก่อน เขาถึงได้ทำของเขา
หลายๆ เรื่องที่ว่าธุรกิจใหญ่มาก ลูกศิษย์หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย สุราอย่าทำนะ เขาก็เว้นไว้เรื่องสุรานะ แต่ธุรกิจเขาทำหมดเลย
ไอ้นี่มันเป็นสิ่งที่ว่าเราหลีกเลี่ยงได้แค่ไหน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ศีลธรรมของเราจะเป็นความดีงามของเรา
เราเป็นพระ บวชพระแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติ ลองไปอยู่วัดสิ หัวหน้าเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นน่ะ ลองไปทำสิ
ที่เราพูด เมื่อก่อนบวชครั้งแรกมันเซ่อไง โอ้โฮ! มันไฟแรงมากเลยนะ แล้วคิดว่าบวชมาแล้วพระต้องดีงามยิ่งกว่าเราไง เพราะเราเป็นพระบวชใหม่ไง พออยู่ ถือธุดงค์เลยนะ โอ้โฮ! ถือเนสัชชิกไม่นอนเลยนะ พอไปสักครึ่งพรรษาถึงได้รู้ตัว เอ๊ะ! เราทำอะไร ทำไมไม่มีใครร่วมมือเลย จะทำอะไร ให้เขาเปิดทาง ไม่มีเลย เขาทั้งกีดทั้งขวาง ถึงได้มารู้ทีหลังไง หมาทั้งฝูงรุมกัดหมาตัวเดียว หมาตัวเดียวคือไอ้โง่เรานี่แหละ ดันโง่ไง
แต่พอผ่านประสบการณ์แล้ว อ๋อ! รู้แล้ว เข้าใจ ต่อแต่นี้ไปทำอะไรหลบๆ หลีกๆ ไม่ยุ่งกับใคร ที่ไหนเขาไม่ทำ เราก็แสวงหาที่อื่นของเรา ถ้าที่ไหนเขาทำอยู่แล้ว เราเข้าไปร่วมกับเขาด้วยนะ เห็นไหม การคบมิตร มิตรที่ยอดเยี่ยม มิตรที่น่าไว้วางใจได้ มันทำให้การฝึกหัดปฏิบัติมันสะดวกสบาย มันฝึกหัดปฏิบัติ มันไม่มีใครคอยทิ่มคอยแทงไง
แต่ถ้ามันมีความเห็นต่าง มันทิ่มมันแทงทั้งนั้นน่ะ แล้วเป็นพระผู้น้อย เพิ่งบวช พรรษาสองพรรษา ไอ้เณรอยู่ข้างหลังนู่นน่ะ จะไปทำอะไรได้ แล้วใครจะรู้อำนาจวาสนาของคน
เราหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง พรรษา ๑ พรรษา ๒ ไง สุดท้ายแล้วพอไปเจอหลวงปู่จวน ผัวะ! เออ! ตั้งแต่นั้นมาหาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม
ถ้าเป็นธรรมนะ โอ้โฮ! นิสัยอย่างเรา อยู่กับหลวงตา หลวงตาท่านพูดเอง พูดกับเราไง “คนอย่างนี้จะไปอยู่กับใครได้ คนอย่างนี้”
ไม้บรรทัดไง มันจะเอาตรงของมัน
เรารู้ ท่านห่วงมาก ไปลาท่านออกมา ท่านไม่ยอมให้ออกมา เราดื้อออกมา แล้วถ้าถึงเวลาออกมาแล้วนะ เข้าอีกไม่ได้เลย แต่สำหรับเรานี่ยกเว้น เวลาเข้าไป “อ้าว! มาแล้วหรือ” เวลาจะไปกราบท่าน “จะไปแล้วหรือ”
เข้าออกได้คนเดียว องค์อื่นไม่มีสิทธิ์ เพราะท่านเห็นนิสัยไง โอ้โฮ! ไปลาทีนะ ไม่ให้มา
บังเอิญน้องชายมันจะบวชไง
“ไม่ได้”
“จะไป จะไป”
โอ้โฮ! รั้งขนาดไหนก็จะไป พอไปถึง กลับเข้าไป
นี่พูดถึง เวลาเที่ยวมา ข้อเท็จจริงในสังคมในโลก มันจะมีคนที่ความเห็นเหมือนเรา นิสัยเหมือนกันแล้วไปด้วยกัน หาได้ยากมาก หาได้ยากมากนะ หาได้แล้วเขายังมีวาสนาทำได้หรือไม่
มีอำนาจวาสนา แต่ปฏิบัติถ้าไม่ได้นะ ทุกข์นะ เวลานั่งสมาธิภาวนาแสนทุกข์แสนยาก แล้วถ้ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง
เราเป็นนักบวช เป็นพระ มันซื่อสัตย์สุจริตไง บอกได้ตามความเป็นจริงไง แล้วผู้ที่ปฏิบัติเป็นแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติที่ได้ตามความเป็นจริง มันดูออก มันรู้ได้ มันปิดกันไม่ได้หรอก ความทุกข์ในใจ
นักปฏิบัติทั่วไปหน้าชื่นอกตรมไง เวลาหน้านี่ยิ้มบานเชียว แต่หัวใจเดือดพล่านๆ นะ นี่หน้าชื่นอกตรม
แต่ครูบาอาจารย์เรานะ ถ้าข้างในมันไม่ชื่นบาน อกตรม ไม่สู้หน้าใครเลย หนีเข้าป่า เอาจริงเอาจังให้ได้ ถ้าเป็นจริงเป็นจังได้
นี่พูดถึงยาฆ่าแมลงนะ
ยาฆ่าแมลง แต่กาลเทศะสังคม เพราะเราเป็นพนักงาน เราไม่ใช่เจ้าของบริษัท ถ้าเป็นเจ้าของบริษัท นั่นน่ะเขาตัดสินใจได้
สรุป เห็นไหม จะหางานใหม่ ตอนนี้ก็หายาก
เราทำหน้าที่ของเรา ทำหน้าที่ของเรา เราเว้นไว้แต่ มันไม่ฝังใจเราหรอก เราทำหน้าที่ของเราตามหน้าที่ของตน เพราะมันเป็นยากันยุง มันเป็นการป้องกัน เหมือนวัคซีนน่ะ วัคซีนก็ป้องกันเวลาเชื้อโรคติดโรค ป้องกันโรค
ไอ้นี่เหมือนกัน ผู้ที่เขาเป็นศีลเป็นธรรม เขาไม่ฆ่าสัตว์
อย่างเราจุดยากันยุงรอบตัวเลย โยมมาเห็นเขาต่อต้านเลยนะ รับไม่ได้เลย หลวงพ่อฆ่าสัตว์
เราถาม กูไปฆ่ามันตรงไหน กูไม่ได้ฆ่ามัน กูจุดไว้ไม่ให้มันเข้าใกล้กูต่างหาก
คนเห็นมันสุดโต่งมีมากมาย แต่เวลาอยู่ในสังคมไง อยู่ในสังคมที่ถูกต้องชอบธรรม เราไม่ใช่ไหลตามกระแสสังคม นี่พูดทุกวันไง ไม่ตามกระแสๆ
ไอ้นี่เราไม่ตามกระแส แต่มันเป็นสติปัญญาของตัวเองต่างหาก สติปัญญาของตนที่คิดได้หรือคิดไม่ได้ ถ้าคิดได้ มันก็พาให้เราอยู่ในสังคมได้ด้วยความปลอดภัย
ถ้าคิดไม่ได้ไง ทำนู่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ได้ แล้วจะทำสิ่งใดก็จะประกาศไปเลย
เอ็งหาบริษัทใหม่ได้เลย เอ็งหาที่อยู่ที่เอ็งพอใจได้
นี่พูดถึงว่า มีสติมีปัญญา เวลาศึกษาธรรมะแล้วก็แบก แบกธรรมะไว้ แบกไว้นี่ขวางโลกไปหมดเลย มันไม่เป็นความจริงเลย
ถ้าเป็นความจริงนะ เก็บไว้ ปลงธรรมสังเวช ยิ้มๆ ในใจเลยล่ะ มองโลกแล้วไม่แบกโลก ไม่ทุกข์ไปยากไปกับโลก
แต่ถ้าศึกษาธรรมะแล้วนะ เถรตรงเป็นไม้บรรทัด แบกโลกไว้ แบกธรรมะไว้ แล้วขวางโลกไว้นะ ไปไหนจะกวาดเขาไปหมดเลย พวกมึงผิดหมด ไอ้ขวางโลกสุขอยู่คนเดียว
แต่ถ้าเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ มันต้องซื่อสัตย์สุจริตมั่นคงในหัวใจของตน ศีล สมาธิ ปัญญา ฝึกให้เกิดขึ้นกับตน จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๙๗. เรื่อง “ขอคำแนะนำในการทำอานาปานสติครับ”
หลวงพ่อครับ ขอคำแนะนำในการทำอานาปานสติ
ตอบ : การทำอานาปานสติ เห็นไหม อย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ของเราท่านเป็นธรรมๆ นะ ท่านเห็นคุณค่ามาก เพราะอะไร นี่เป็นการเริ่มต้นในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก คนที่เกิดทุกข์เกิดยากก็เกิดที่หัวใจของตน ทีนี้เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านบอกให้ทำอานาปานสติๆ เราก็ทำอย่างไรวะ มันหันรีหันขวางไง
คนเรานะ มันจับต้องได้ ใครมีวิชาชีพสิ่งใด ทำสิ่งใด มันถนัดของมัน มันรู้ของมัน มันทำงานได้ แม้แต่วิชาชีพขึ้นมา คนที่ฝึกหัดงานใหม่เขาต้องผ่านการฝึกงาน ต้องผ่านการทดลองงาน ถึงจะได้ทำงานนั้น แล้วทำงานนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ นั่นเป็นงานของเขา
แต่เวลาเราเป็นชาวพุทธ เราจะออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ทำอานาปานสติ เขาบอกว่าให้กำหนดลมหายใจ
เราลมหายใจตั้งแต่เกิด จนปัจจุบันนี้ก็ลมหายใจอยู่ แต่มันเป็นงานที่เป็นนามธรรม งานที่ละเอียดที่มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ ท่านถึงบอกว่าให้หายใจเข้า หายใจเข้า สูดลมเข้า มันมีความอุ่นๆ ที่ปลายจมูก แล้วให้กำหนดจิต กำหนดลม
ลมมันอากาศ มันมีอยู่ทั่วโลก สามแดนโลกธาตุ แล้วมันเป็นอานาปานสติตรงไหนล่ะ ดูเครื่องบินไอพ่นสิ มันพ่นเป็นลำแสงเลย นั่นมันเป็นเครื่องยนต์ มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตไง
ไอ้ของเราเวลาลมเข้าปลายจมูก ลมส่วนลม แต่อานาปานสติคือกำหนดจิตจับที่ลม
กำหนดอานาปานสติๆ เริ่มต้นก็ชัดเจน พอไปท่ามกลางขึ้นมาหายหมดเลย จิต สติมันอ่อนแอ แล้วจิตมันไม่ชัดเจน
ตัวมันน่ะ ตัวมันไม่กำหนดลม หรือกำหนดลมก็เอามือแตะๆๆ ไว้ มันไม่กำหนดชัดเจนขึ้นมา
ถ้ากำหนดชัดเจนขึ้นมา จิตต่างหากกำหนดอานาปานสติเพื่อความสงบสุขของจิต ไม่ใช่จะไปเอาลมๆ อะไรทั้งนั้นน่ะ มันเป็นวิธีการ มันเป็นการที่ว่าต้องการให้จิตมันชัดเจนขึ้นมา
จิตนี้เป็นนามธรรมๆ จิตนี้เป็นนามธรรมแล้วจะไปค้นหาจิตที่ไหน สัมมาสมาธิที่ค้นหาๆ ค้นหาที่ไหน ไปค้นหาที่ลมหายใจหรือ ไปค้นที่ปลายจมูกหรือ ไปค้นที่ผิวหนังหรือ ไปค้นที่ไหนล่ะ
อานาปานสติคือจิตกำหนดลมหายใจ ถึงเป็นอานาปานสติ
คนโดยทั่วไปกำหนดลมหายใจ เขาหายใจทุกวันทั้งวันทั้งคืน กำหนดลมหายใจแล้วทุกข์เจียนตาย เวลาโกรธขึ้นมา มันก็ต้องมีลมหายใจ ลมหายใจขาดก็ตายไง มันไม่เคยตาย มันเป็นธรรมชาติของมัน การที่มีลมหายใจ
แล้วเวลาคนแก่คนเฒ่า เวลาหายใจแล้วมันเบาบาง ต้องมีออกซิเจนช่วยปลายจมูก อย่างนั้นท่อออกซิเจนมันยิ่งดีกว่ากำหนดลมหายใจอีก เพราะอะไร เพราะมันมาช่วยให้หายใจสะดวกไง
มันไม่ได้ใช้อะไรทั้งสิ้น ต้องการควบคุมดูแลจิตของตน แล้วถ้ามันแสดงตัวขึ้นมาชัดเจนของมัน กำหนดลมหายใจๆ คนภาวนาเป็นเขาจะรู้ เวลาถ้ากำหนดลมหายใจ ลมหายใจกับจิตเป็นอันเดียวกันนะ มันจะเป็นอันเดียวกันเลย แล้วเวลากำหนดลมหายใจ ถ้าจิตมันไม่ลงสู่สมาธิ จิตมันไม่สงบขึ้นมา มันเห็นลำแสงจากปลายจมูกเลย เป็นท่อเลย เหมือนไอพ่นเลย
โอ๋ย! ถ้าคนภาวนาใหม่ อู๋ย! มหัศจรรย์ อู้ฮู! ยอดเยี่ยม
ไม่ใช่ ระหว่างที่ว่ามันเข้าสู่ความสงบของใจตัวเองไม่ได้ เวลามันละเอียดขึ้นมาๆ ละเอียดอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยาก ทำได้ยากเพราะอะไร เพราะมันเผลอ มันไม่มีวาสนา ทำแล้วมันไม่ชัดเจน
ถ้าไม่ชัดเจน เราก็ต้องทำของเรา พอทำของเรา พอมันเบื่อ มันทำของมันไม่ได้ มันหงุดหงิดไง พุทโธ ท่องพุทโธเฉยๆ ก็ได้
เขาเรียกว่าอุบาย ถ้าทำอย่างนี้มันคุ้นชิน มันจืดมันชืด ทำแล้วนะ กิเลสมันหลอกง่าย แล้วลงร่องของกิเลสหมดเลย เราใช้พุทโธ ธัมโม สังโฆ เพ่งแสงไฟ เพ่งความสว่าง
อย่างเช่นพระโมคคัลลานะไง พระโสดาบันนะ ฟังธรรมจากพระสารีบุตร พระสารีบุตรฟังธรรมมาจากพระอัสสชิ เวลาพิจารณาธรรมแล้วบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน มาขอบวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นั่งโงกง่วงน่ะ พระโสดาบัน
ไอ้ที่ว่านั่งแล้วมันแจ่มมันแจ้ง
มันคิดว่าแจ่มแจ้ง เพราะมันเคยแจ่มแจ้ง แล้วมันก็สร้างอารมณ์อันนั้น สร้างคือเงา ส่วนใหญ่แล้วติดเงาของตัว ติดความรู้สึกเดิมที่มันเคยได้ ติดความรู้สึกว่ามันมีความสุข แล้วเราก็สร้างอารมณ์ความสุขอย่างนั้นไง แล้วก็เข้าใจว่าเป็นสมาธิๆ
โอ๋ย! กูโคตรเบื่อเลย
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ มันสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง
นี่พูดถึงว่า การกำหนดอานาปานสติ
ตั้งสติ แล้วกำหนดลมของตน กำหนดที่ปลายจมูกนี่ แล้วมันอยู่ที่บุญและบาปของแต่ละบุคคล อาการของมันมหาศาล มันจับต้นชนปลายไม่ได้เลย เพราะอะไร เพราะกิเลสมันเจ้าเล่ห์ ถ้ามึงทำอย่างนี้แล้วมึงเป็นประโยชน์ กูจะหลอกมึงอย่างนี้ ถ้ามึงทำอย่างนี้ได้เป็นผล กูจะหลอกมึงอย่างนี้ โอ้โฮ! กูจะหลอกๆๆ
ไอ้เราก็พยายามไง เพราะอะไร เพราะกิเลสมันยังยิ่งใหญ่ ถ้าเราไม่ภาวนา เราใช้ชีวิตสัพเพเหระ กิเลสมันไม่ต้องทำอะไรเลย เออ! เชิญตามสบาย มันแค่คุมบังเหียน แล้วเราก็ใช้ชีวิตไปอีลุ่ยฉุยแฉกจนหมดอายุขัยตายไป เออ! อยู่ในอาณัติกิเลสตลอดไป
วันไหนฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมีสติมีปัญญาคิดว่าจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันก็ยังกระดิกเท้าอยู่นะ โอ๋ย! ไปไม่ได้หรอก มันอยู่ในอำนาจของเราทั้งนั้นน่ะ
แต่พอมันฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันมีอาการ มันเริ่มสงบบ้าง มันจะไปรู้ไปเห็นสิ่งต่างๆ นั่นมันเป็นจริตนิสัย มันเป็นบารมีธรรมของแต่ละบุคคลว่ายิ่งใหญ่หรืออ่อนแอ ถ้าอ่อนแอ ทำพอเป็นพิธี แล้วก็จำสัญญาอันนั้นไว้ ถ้ายิ่งใหญ่นะ มันตรวจสอบให้เป็นปัจจุบันตลอด ลมหายใจละเอียดขนาดไหนก็แล้วแต่ มันจะกำหนดลมของมัน ที่ว่าลมหายใจหาย พุทโธหาย มันหายด้วยการควบคุมและดูแลด้วยสติสัมปชัญญะ
อาการของจิตมันจะมหัศจรรย์ มันจะยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่มากเพราะมันจะเป็นอิสระจากกิเลสชั่วคราวๆ กิเลสสงบตัวลงมันถึงเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิโดยความถูกต้องชอบธรรม มันจะมีความสงบสุขของมันมากๆ
ไอ้ไปรู้ไปเห็นต่างๆ ก็อาการไง อาการที่จิตมันมีปฏิกิริยาไง พอมีปฏิกิริยา มันก็รู้แว็บๆๆ แล้วคนก็จะติดความรู้อย่างนั้นน่ะ คิดว่านี่มันเป็นธรรมๆ
ไม่ใช่ มันเป็นแค่กิเลสมันแหย่เล่นเท่านั้นเอง กิเลสมันแค่แหย่ๆ คันๆ คันๆ มันแค่คันๆ อาการทั้งหมดน่ะ
นี่พูดถึงว่า ขอคำแนะนำในการทำอานาปานสติ
ถ้าจะทำอานาปานสติแล้ว ทำสิ่งใดที่มันเกิดขึ้น ไม่ต้องไปสนใจใดๆ ทั้งสิ้น สนใจลมของตัว อานาปานสติคือการกำหนดลมหายใจ แล้วจิตกำหนดลมหายใจ เกาะลมหายใจ เพราะจิตมันจะแสดงตัวของมันขึ้นมา
พอจิตแสดงตัวของมันขึ้นมา มันพ้นจากการครอบงำของพญามาร ขันธ์ ๕ นั่นแหละ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง ไอ้ที่มันเป็นสัญญาๆ สัญญานี่ตัวสำคัญมาก เพราะสัญญามันเป็นข้อมูลเดิมที่การเปรียบเทียบให้เกิดเป็นรูปร่าง เป็นสังขารขึ้นมา แล้วเป็นสังขารขึ้นมาก็เป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วมันจะปล่อยสิ่งนั้นมาเป็นอิสระขึ้นมา
คำว่า “อาการ มีพลังงาน” เหมือนรถน่ะ ไปซ่อมรถนะ กำลังลองเครื่อง ถ้าจับไว้ไม่ดีมันดิ้นร้อยแปด พลังงานมันเกิดใช่ไหม ถ้าเครื่องมันติดไม่ได้ มันก็ติดไม่ได้ ถ้าเครื่องมันติดได้ ถ้าฐานมันไม่มั่นคง เดี๋ยวมันไปหมดน่ะ อาการทั้งนั้น
นี่พูดถึงว่าการทำความสงบของใจนะ อานาปานสติคือกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก กำหนดเข้าสั้น ออกสั้น เข้ายาว ออกยาว เข้าปานกลาง อันนี้คือวิธีการ เวลาทำไปแล้วมันจืดมันชืด แล้วทำไปแล้วมันเบื่อมันหน่าย มันไม่ได้ผลไง แต่ถ้าวันไหนได้ผลนะ อย่างที่ว่านี่ กำหนดอานาปานสติจนตัวลอยขึ้นมาเลยนะ ร้อยแปดพันเก้า
ไม่ใช่ ไม่ใช่ความประสงค์
ความประสงค์ ศีล สมาธิ เราต้องการสมาธิ ต้องการความหยุดนิ่ง ต้องการไม่ให้กิเลสมันเกา มันยั่วมันยวน มันร้อยมันแปด ให้มันหยุดนิ่งได้
เริ่มต้นทำ คนที่ไม่เคยงาน ทำงานไม่เป็น มันจะมีความอุปสรรคมากมาย พออุปสรรคมากมายก็แก้ไขขึ้นมาจนกว่าว่ามันชำนาญ ชำนาญในวสี คือชำนาญในวสีคือทำความสงบ แล้วต้องเป็นปัจจุบันตลอด อย่าคิดแต่ว่าสมาธิเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นเป็นสมาธิ
อดีตไปแล้ว ปัจจุบันเรานี่ล่ะ
เอาที่ปัจจุบันนี้ เอาที่การกระทำนี้ นี่คือการกำหนดอานาปานสติในวงพระกรรมฐาน
แต่ถ้าทางวิชาการนะ โอ้โฮ! ทำวิทยานิพนธ์ได้เลย ร้อยแปดพันเก้า นั่นเป็นภาคทฤษฎี ภาคทฤษฎีนั้นเราก็ศึกษาแล้วค้นคว้า แล้ววางไว้ แล้วทำตามข้อเท็จจริง มันจะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกกับใจดวงนั้น จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๙๘. เรื่อง “เรื่องฟังเทศน์”
การฟังเทศน์ของหลวงพ่อ ผมควรที่จะกำหนดเฉยๆ ไว้ภายในอก หรือควรจะส่งใจไปจับเกาะเสียงธรรมหลวงพ่อครับ
ตอบ : กำหนดไว้เฉยๆ ไม่ต้องไปตามเสียง ถ้าไปตามเสียงนะ เสียงมันก็เทศน์ต่อเนื่องเรื่อยไป ใจก็ต้องต่อเนื่องเรื่อยไป
แต่ถ้ามันเป็นว่าถ้าเรากำหนดไว้เฉยๆ แล้วฟังเสียงธรรมนั้น สิ่งที่ฟังผ่านไปๆ มันเป็นวรรคทอง วรรคทองมันจะเกิดกับความสมดุลพอดีกับจิต
เทศน์ก็ฟังมาตลอดอยู่แล้ว เทศน์กัณฑ์นี้เคยฟังอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นวรรคทอง คือจิตมันสงบ จิตมันละเอียด มันจับคำพูดเรื่องธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันกินใจ มันสะเทือนใจ นี่วรรคทอง เอาแค่นั้น
เรากำหนดรู้ กำหนดไว้เฉยๆ กำหนดสติไว้ ฟังเทศน์ไปเรื่อยๆ
แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาฟังเทศน์ เราจะมีความวิตกกังวลว่าฟังแล้วจะไม่เข้าใจ ฟังแล้วจะไม่รู้เรื่อง จะจำทุกคำเลย
ถ้าเราฟังเทศน์ธรรมดานั่นเรื่องหนึ่ง แต่ขณะที่เราฟังเทศน์ เราจะปฏิบัติน่ะ กำหนดลม ลมนั้นจะมาแทนพุทโธ คำบริกรรม ลมนั้นจะมาแทนอานาปานสติ จิตกำหนดลม คือจิตมันพยายามจดจ้องที่จะกำหนดลมให้รู้จักลมนั้นชัดเจนขึ้นมา
แล้วลมนั้น เวลาลมมันเป็นอากาศ อากาศไม่มีตัวตน แต่เพราะลมนั้นมันกระทบจมูกเรา แล้วเราจะกำหนดลม จิตมันจดจ่อจนลมเป็นลำแท่ง เป็นแสงเลย โอ้โฮ! อยู่ที่ผู้ปฏิบัติประสบการณ์เขานะ พูดไปเดี๋ยวคนมันจะไปสร้างภาพ
เวลาฟังเทศน์ๆ กำหนดไว้เฉยๆ เสียงเทศน์นั้นมันก็เหมือนกับอานาปานสติ เสียงเทศน์นั้นเพราะเราไม่ต้องไปกำหนดที่ลม เราไม่ต้องกำหนดพุทโธ เพราะมันคำบริกรรมไง แต่ขณะนี้ ขณะที่ฟังเทศน์ จิตนี้มันเกาะที่เสียงเทศน์ เกาะที่เสียง ถ้าเกาะที่เสียง เสียงนั้นถ้ามันเหมือนคำบริกรรม แล้วถ้าจิตของเรา จิตของเรา เขาบอกวรรคทองๆ ไง ถ้าจิตของเรามันเริ่มมีความสงบ จิตของเรามันเริ่มมีหลักมีเกณฑ์ไง พอมันฟังคำเทศน์นั้นน่ะมันสะเทือนใจ สะเทือนใจมันก็สะเทือนกิเลสเราไง
สิ่งที่ฟังเทศน์ๆ มีพระมากมายที่เวลาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์แล้วจิตมันลงไง แล้วชอบอย่างนั้นนะ ถ้าคิดเอง คิดไม่ออก ถ้าฟังเทศน์ไปๆ ทำจิตของเราให้มันเป็นปกติ แล้วเวลาเสียงวรรคทองที่มันกระเทือนใจ โอ้โฮ! ขนพองสยองเกล้า มันเป็นความมหัศจรรย์นะ นี่เขาเรียกว่าอาศัยธรรมนั้นเป็นเครื่องอยู่ไง
อาศัยสิ่งนั้น ถึงว่ากำหนดไว้เฉยๆ กำหนดจิตให้เป็นปกติ เสียงมันจะผ่านไปเพราะอะไร เพราะมันเทศน์มาตั้งแต่ต้นกัณฑ์เทศน์ ท่ามกลางและที่สุด เดี๋ยวมันก็จบม้วน เดี๋ยวก็จบกัณฑ์เทศน์นี้ มันเคลื่อนของมันไป แต่จิตเรากำหนดไว้เฉยๆ ไง มันก็เหมือนกำหนดอานาปานสติหรือกำหนดคำบริกรรม อาศัยเสียงนั้นให้จิตเกาะไว้ จิตเกาะไว้ๆ จนถ้าจิตมันสมดุลพอดีของมันนะ ฟังเทศน์อยู่นี่เสียงแว้วๆ
หลวงตาพระมหาบัวท่านฟังหลวงปู่มั่นไง ท่านบอกเลย เสียงมันอยู่ข้างนอก เวลาจิตมันลงขึ้นมา มันได้ยินเสียงเหมือนเสียงอยู่ไกลๆ เลย แว้วๆ ถ้าจิตมันเป็นนะ แล้วเวลาฟังเทศน์ จิตมันลง ท่านบอกเลย “จิตดับทีหนึ่ง ๓ วัน”
จิตดับ หมายความว่า ดับจากอารมณ์ ไม่ใช่จิตดับ จิตตาย ไม่มี
จิตมันดับจากอารมณ์ จิตมันดับจากที่กิเลสจะมาก่อกวน โอ้โฮ! มันสุขมันสบายของมัน ๓ วัน ๔ วันเลย แล้วพอมันคลายออกมา อ้าว! เหมือนเดิม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ศีล สมาธิ ปัญญา
สมาธิเป็นการแยกระหว่างโลกกับธรรม ถ้าไม่มีสมาธิ เรื่องโลกๆ ทั้งนั้น เรื่องเวรเรื่องกรรมของสัตว์ เรื่องเวรเรื่องกรรมของสัตว์หมายความว่ามันชอบและมันไม่ชอบ จริตนิสัยมันแตกต่างกัน เสียง เสียงอันเดียวกัน แต่บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ มันก็ขัดแย้งกันแล้ว นี่เรื่องโลกๆ มันเป็นโลกเพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นของที่มีอยู่นะ รูป รส กลิ่น เสียงอยู่กับประจำโลกไง
ธรรม จิตมันสงบแล้ว จิตมันสงบแล้วไม่มีใครยุแหย่ แล้วถ้าจิตมันสงบแล้ว ธรรมจะเกิดได้อย่างไร พระกรรมฐานตายหมด เพราะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้
ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เห็นกิเลส ถ้าเห็นกิเลส เห็นกิเลสก็เห็นสันดานเดิมของตัวไง เห็นใยความผูกพันของจิตทั้งหมดไง ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔
แนวทางสติปัฏฐาน ๔ แต่สติปัฏฐาน ๔ ชาวพุทธทั้งหลายที่มีสติมีปัญญาเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต สติปัฏฐาน ๔ ปลอม ปลอม เขานึกเอา ทฤษฎี สร้างภาพ ไม่เป็นธรรมเด็ดขาด
ไม่เป็นธรรมเด็ดขาด หมายความว่า ฆ่ากิเลสไม่ได้ เพราะไม่รู้จัก ไม่เห็นมัน โดนกิเลสหลอกอีกชั้นหนึ่ง
แต่ถ้าพระกรรมฐาน พระกรรมฐานที่ไม่มีการศึกษา ที่ไม่รู้ธรรมะอะไรต่างๆ เลย เวลาจิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นหรอก มันสุขของมัน มันเวิ้งว้างของมัน นิพพานเป็นเช่นนี้เอง ติดสมาธิอยู่นั่นน่ะ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น
ถ้าวันไหนเห็นกิเลส ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้นะ โอ้โฮ! หนทางบุคคล ๔ คู่น่ะอีกยาวไกลมากเลย อีกยาวไกลมากๆ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง พิจารณาไป
นี่พูดถึงฟังธรรม ฟังธรรมๆ ด้วยอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล แล้วอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลมันเป็นจังหวะ มีหนักมีเบา ถ้าวันไหนมันอ่อนแอ วันไหนกิเลสมันเหยียบย่ำ วันไหนมันทุกข์มันยาก วันนั้นต้องลงทุนลงแรงหนักๆ พอจิตมันอยู่ในโอวาท มันพิจารณาได้ มันพุทโธได้ มันใช้ปัญญาได้ เราก็เบาลงหน่อย เบาลงเพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงจนเกินไปไง แล้วถ้ามันสงบสุขของมันขึ้นมา มันจะเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะเป็นประสบการณ์ของบุคคลคนนั้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ถ้าไม่เคยทำ แล้วทำไม่ได้ จะไม่มีเหตุเป็นแนวทางในการฝึกหัดปฏิบัติ เพราะธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ทุกอย่างนี้เกิดจากเหตุ เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากธรรมความเป็นจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก นี้คือภาคปฏิบัติ เพราะรู้จริงเห็นจริง เอวัง